รูปแบบการตัดต่อ

1.การตัดชนภาพ  The Cut คือ  การตัด (The Cut) การตัดเป็นวิธีการเชื่อมต่อภาพที่ธรรมดาที่สุดที่ใช้กัน เป็นการเปลี่ยนในพริบตาเดียวจากช็อตหนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง ถ้าหากทำอย่างถูกต้องมันจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นในบรรดาวิธีการเชื่อมภาพ 3 แบบ การตัดเป็นสิ่งที่ผู้ชมยอมรับว่าเป็นรูปแบบของภาพที่เป็นจริง  การตัดใช้ในกรณีที่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง ต้องการเปลี่ยนจุดสนใจ มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลหรือสถานที่เกิดเหตุ

การตัดที่ดีมาจากความรู้เบื้องต้น 6 ประการ

          1.แรงจูงใจ Motivaation  ควรต้องมีเหตุผลในการตัด ยิ่งคนตัดมีทักษะมาก มันก็ยิ่งง่ายที่จะหาหรือสร้างแรงจูงใจสำหรับการตัด เนื่องจากมีพัฒนาการที่มากขึ้น ในการรับรู้ว่าจุดไหนการตัดต่อควรจะเกิดขึ้น จึงกลายเป็นการเข้าใจได้ง่ายกว่า การตัดก่อนเกิดแรงจูงใจหรือการตัดล่วงหน้า (early cut) นั้น ได้ผลอย่างไร การตัดหลังแรงจูงใจ เรียกว่าการตัดช้า (late cut)ความคาดหวังของผู้ชม สามารถมาหลังหรือมาก่อนได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตัดจะใช้วิธีการตัดล่วงหน้าหรือการตัดช้า
         2.ข้อมูล Information ภาพใหม่ควรมีข้อมูลใหม่เสมอ

         3. องค์ประกอบภาพ Composition แต่ละช็อตควรจะมีองค์ประกอบภาพหรือกรอบภาพของช็อตที่มีเหตุมีผล
        4. เสียง Sound ควรจะมีรูปแบบของเสียงที่ต่อเนื่องหรือพัฒนาการของเสียง
        5. มุมกล้อง Camera angle ช็อตใหม่แต่ละช็อต ควรมีมุมกล้องที่แตกต่างจากช็อตเดิม
        6. ความต่อเนื่อง Continuity การเคลื่อนไหวหรือการกระทำ ควรจะมีชัดเจนและความเหมือนกันในช็อต 2 ช็อต ที่จะตัดเข้าด้วยกัน



2.การผสมภาพ The Mix หรือ The Dissolve เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนภาพจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่ง โดยภาพจะเหลื่อมกัน และคนดูสามารถมองเห็นได้
       การผสมรู้จักกันในชื่อของการเลือนภาพ (The Dissolve) การเลือนทับ (The Lap Dissolve) หรือการเกยทับ (The Lap)นี่เป็นวิธีการเชื่อมจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปมากเป็นลำดับที่ 2 ทำได้โดยการนำช็อตมาเลือนทับกัน ดังนั้นตอนใกล้จบของช็อตหนึ่งจะเริ่มมีชีวิตต่อไปค่อย ๆ เห็นเด่นขึ้นมา เมื่อช็อตเก่าจางหายไป ช็อตใหม่ก็จะเข้มขึ้น การเชื่อมแบบนี้เห็นได้ชัดมาก จุดกึ่งกลางของการผสมคือเมื่อภาพแต่ละภาพเข้มเท่า ๆ กัน เป็นการสร้างภาพใหม่ การผสมต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก การผสมควรใช้อย่างถูกต้อง

- เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทันเวลา
 - เมื่อต้องการให้เวลายืดออกไป
 - เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่
 - เมื่อมีความสัมพันธ์ของภาพที่ชัดเจน ระหว่างภาพที่กำลังจะออกและภาพที่กำลังจะเข้า

ความรู้เบื้องต้น 6 ประการในการผสมภาพ

         1.แรงจูงใจ Motivation ควรต้องมีเหตุผลในการผสมภาพเสมอ
         2.ข้อมูล Information ภาพใหม่ควรมีข้อมูลใหม่เสมอ
         3.องค์ประกอบภาพ Composition ช็อต 2 ช็อตที่ผสมเข้าด้วยกัน ควรมีองค์ประกอบภาพที่เกยทับกันได้ง่ายและหลีกเลี่ยงภาพที่จะขัดกัน
        4.เสียง Sound เสียงของทั้ง 2 ช็อต ควรจะผสานเข้าด้วยกัน
        5.มุมกล้อง Camera angle ช็อตที่ผสมกันควรมีมุมกล้องที่ต่างกัน
        6.เวลา Time การผสมภาพ ใช้เวลาอย่างน้อย 1 วินาทีและมากสุด 3 วินาที

      ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้การผสมภาพแบบเร็วมากและแบบช้ามาก หรือการผสมภาพ 4 เฟรม สามารถทำได้โดยง่ายหรือสามารถผสมภาพได้นานเท่าความยาวของช็อตเลยทีเดียว หาก mix หรือ dissolve นานไปหรือสั้นไป (20 เฟรมหรือน้อยกว่า) ก็ไม่ดี เพื่อให้การผสมภาพได้ผลควรใช้เวลาอย่างน้อย 1 วินาที หากการผสมภาพยืดออกไป จะยิ่งทำให้คนดูสับสนมากขึ้น




 3.การเลื่อนภาพ The Fade  เป็นการเชื่อมภาพที่คนดูสามารถเห็นได้ มี 2 แบบ คือ การเลื่อนภาพเข้า fade in คือการเริ่มภาพจากดำแล้วค่อย ๆ ปรากฏภาพซ้อนสว่างขึ้น มักใช้สำหรับการเปิดเรื่อง การเลื่อนภาพออก fade out คือการที่ภาพในท้ายช็อตค่อย ๆ มืดดำสนิท มักใช้สำหรับการปิดเรื่องตอนจบ การเลื่อน มี 2 ลักษณะ
- การเลื่อนภาพออก (fade out) เป็นการเชื่อมของภาพไปจอดำ การเลือนภาพออก(fade out)ใช้เมื่อ
จบเรื่อง
จบตอน ฉาก หรือองก์
มีการเปลี่ยนเวลา
มีการเปลี่ยนสถานที่


-  การเลื่อนภาพเข้า (fade in) หรือ เลือนขึ้น (fade up) เป็นการเชื่อมภาพจากจอดำไปยังภาพ
การเลือนภาพเข้า(fade in)ใช้เมื่อ
เริ่มต้นเรื่อง
เริ่มต้นตอน บท หรือฉาก
มีการเปลี่ยนเวลา
มีการเปลี่ยนสถานที่

     การเลื่อนภาพออกและเลื่อนภาพเข้ามักจะตัดไปด้วยกันที่สีดำ 100% หายากที่จะ 100% สีขาว ใช้ตอนจบฉากหนึ่งและเริ่มฉากใหม่ ยังใช้เพื่อแยกเวลาและสถานที่ด้วย

ความรู้เบื้องต้น 3 ประการของการเลื่อนภาพ

การเลื่อนภาพต้องการ 3 องค์ความรู้จากความรู้เบื้องต้น 6 ประการ ได้แก่

        1.แรงจูงใจ Motivation ควรมีเหตุผลที่ดีในการเลือนภาพเสมอ
        2.องค์ประกอบภาพ Composition ที่ควรเป็นคือการวางองค์ประกอบของช็อตก็ให้เป็นไปตามลักษณะการเชื่อมภาพไปฉากดำ คือ ค่อย ๆ ดำทั้งภาพ นั่นหมายความว่าไม่ต่างกันมากระหว่างส่วนต่างที่สุดของภาพและส่วนมืดที่สุด
       3.ความรู้เรื่องเสียงของภาพ Sound ควรใกล้เคียงกับบางรูปแบบของจุดไคลแม็กหรือตอนจบสำหรับการเลื่อนภาพออก และตรงข้ามสำหรับเลือนภาพเข้า

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/area/2007/09/13/entry-1

อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอ

การตัดต่อวิดีโอจะต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. กล้องวิดีโอ เป็นกล้องที่ใช้ในการถ่ายข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เพื่อทำการตัดต่อโดยการตัดต่อภาพและวีดีโอ หรือโทรศัพท์มือถือ


2.ที่ใช้ในการบันทึกและเก็บภาพและวิดีโอ



3.โปรแกรมสำหรับการตัดต่อภาพและวีดีโอ



5. เครื่องคอมพิวเตอร์ ควรเป็นเครื่องที่มาความเร็วของซีพียูสูง ไม่ควรต่ำกว่า Pentium III 500 MHz ควรเป็นเครื่องที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความเร็วสูง มีขนาดที่มากเพียงพอสำหรับเก็บข้อมูลวิดีโอได้




ที่มา : https://ampsupichaya.wordpress.com


คุณสมบัติของไฟล์วิดีโอ และภาพยนตร์


Frame Rate คือความเร็วในการแสดงภาพเคลื่อนไหวต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นเฟรมต่อวินาที โดยอัตราการเคลื่อนไหวที่จะเป็นภาพยนตร์ได้นั้นควรมีค่าขั้นต่ำตั้งแต่ 7-10 fps ค่าเฟรมเรท ขึ้นอยู่กับระบบของภาพยนต์ และระบบวิดีโอต่าง ๆ ดังนี้
ระบบต่าง ๆ
Frame Rate ( fps)

ฟิมล์มภาพยนต์ทั่วไป
24

วิดีโอ ระบบ NTSC
29.79

วิดีโอ ระบบ PALและ SECAM
25

CD-ROM และ เว็บไซต์
15

งาน 3D Animation
30 (non-Drop Frame)

ที่มา :  http://www.kroojan.com/corel/page1.htm

ตัวอย่าง วิธีการตัดต่อวิดีโอด้วย Adobe Premiere Clip

Adobe Premiere Clip (App ตัดต่อวีดีโอ บนมือถือ ระดับมืออาชีพ แต่ใช้ง่าย) : สำหรับแอพพลิเคชั่นนี้มีชื่อว่าแอพ Adobe Premiere Clip แอพพลิเคชั่นตัวนี้ ถือว่าเป็นสุดของ App ตัดต่อวีดีโอระดับเทพ ที่เป็นเวอร์ชั่นย่อส่วนของโปรแกรม Adove Premiere Pro หรือ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ชั้นยอด บนเครื่อง PC เปิดโอกาสให้คุณสร้างสรรค์คลิปวีดีโอที่สวยงามด้วยสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตของคุณได้อย่างง่ายดาย แค่เพียงเลือกภาพนิ่งหรือคลิปวีดีโอที่มีอยู่ในอุปกรณ์ของคุณ จัดลำดับภาพและวีดีโอ เลือกใส่เพลงประกอบคลิปด้วยเพลงที่มีอยู่ในเครื่องของคุณ หรือเลือกจากเพลงประกอบฟรีๆ ที่มีอยู่ในแอพฯ
ความเจ๋งของ App ตัดต่อวีดีโอ Adobe Premiere Clip ตัวนี้คือ ทำให้แม็ตซ์จังหวะการเปลี่ยนภาพให้เข้ากับจังหวะเพลงได้อย่างง่ายดาย และมีฟังก์ชั่นการปรับระดับความดังของเสียงเพลงประกอบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้แม็ตซ์กับเสียงที่อยู่ในวีดีโอที่คุณถ่ายมา สามารถปรับระดับความสว่าง ปรับสีของวีดีโอที่คุณถ่ายมาได้ด้วย ทำให้ได้คลิปที่ดูเป็นมืออาชีพ และสามารถส่งออกงาน (Export) ออกไปทำต่อผ่าน โปรแกรม Adobe Premier Pro ที่พวกเรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ได้อีกด้วย

Application Features (คุณสมบัติหรือความสามารถของแอพพลิเคชั่น Adobe Premiere Clip เพิ่มเติม)

เลือกเพลงประกอบคลิป และปรับจังหวะการเปลี่ยนภาพให้เข้ากับจังหวะเพลงได้อย่างง่ายดาย
สามารถแชร์คลิปวีดีโอไปยังโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ทันที
ลากภาพและวีดีโอมาวางเรียงลำดับเรื่องราวในแบบที่คุณต้องการ ตัดส่วนของวีดีโอที่คุณไม่ต้องการทิ้งไป ใส่เอฟเฟค และ ปรับแสงให้สวยงาม ใส่เอฟเฟคของการเปลี่ยนภาพ
ใช้เพลงประกอบฟรีที่มีอยู่ในแอพฯ หรือเลือกจากเพลงที่อยู่ในเครื่องของคุณ ปรับระดับเสียงเพลงประกอบให้เหมาะกับระดับเสียงของคลิปวีดีโอที่คุณถ่ายมา
ทำให้ภาพนิ่งดูน่าสนใจขึ้นด้วยเอฟเฟกต์การซูมภาพหลายรูปแบบ
บันทึกผลงานไว้ในแกลเลอรี่ ของคุณ แล้ว แชร์ไปยัง โซเชียลเน็ตเวิร์ค ต่างๆ ได้ง่ายๆ

ที่มา :http://software.thaiware.com

ตัวอย่าง วิธีการตัดต่อวิดีโอด้วย Sony Vegas Pro

Sony Vegas Pro



ขั้นตอนแรก การปรับตัวรูปเเบบงานวีดีโอของเราให้เหมาะสม สิ่งที่เราควรรู้ คือควรจะรู้ว่าเราอยาก
ได้วิดีโอคุณภาพเท่าไหร่ ควรปรับให้เหมาะสมที่ตรงไหน เพื่อจะให้ได้วีดีโอคุณภาพดี ภาพไม่เเตก ไฟล์ไม่แตก เราจึงควรกำหนดความคมชัดไปเลยว่าต้องการเท่าไหร่ โดยดูจากความเหมาะสมของงาน แล้วจึงทำการปรับเเก้ตัวขนาดไฟล์และความคมชัด ความกว้างและความยาวเวลาเล่นวิดีโอ

ขั้นตอนต่อมา คือการจัดการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลมาเก็บไว้ โดยอาจจะผ่านจากตัวกล้องเลย หรือว่าเป็นไฟล์ปกติก่อนเเล้วนำมาตัดต่อก็ได้ เพื่อที่จะได้สามารถนำวิดีโอที่ถ่ายไว้มาจัดเรียงสำหรับการตัดต่อของเราได้อย่างสะดวก เพื่อให้ง่ายต่อการตัดต่อวิดีโอนั่นเอง
          หลังจากที่เริ่มตัดต่อวิดีโอไปบ้างแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการปรับเเต่งตัววิดีโอให้มีลูกเล่นมากขึ้น จากการใส่ effect จากการเคลื่อนไหว หรือรูปเเบบของตัวโปรเเเกรมที่เอามาใช้ ซึ่งการเพิ่มลุกเล่นให้วิดีโอน่าสนใจต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของงาน ของวีดีโอ ว่าต้องการรูปแบบไหน และควรใช้ลูกเล่นอะไรบ้าง และขั้นตอนสุดท้ายคือการเซฟไฟล์ให้สามารถนำมาใช้ได้ ให้เลือกเป็นรูปเเบบของไฟล์ที่เหมาะสมกับตัววิดีโอที่เราตัด เพื่อที่จะได้ทำให้วิดีโอให้มีคุณภาพ ก่อนที่จะนำไปเผยเเพร่

          เพียงเท่านี้ เราก็จะได้วิดีโอที่มีคุณภาพ ที่ตรงกับความต้องการของเรา หัวใจหลักของการทำวิดีโอคือการหมั่นฝึกฝนฝีมือไปเรื่อยๆ แล้วเราจะได้วิดีโอที่มีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป

ที่มา :  http://www.24motive.com/blog/video

ความหมายของการตัดต่อ

ความหมายของการตัดต่อ

             วิดีโอเป็นองค์ประกอบของมัลติมีเดียที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิดีโอในระบบดิจิตอลสามารถนำเสนอข้อความหรือรูปภาพ (ภาพนิ่งหรือ ภาพเคลื่อนไหว) ประกอบกับเสียงได้สมบูรณ์มากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของการใช้วิดีโอในระบบมัลติมีเดียก็คือ การสิ้นเปลืองทรัพยากรของพื้นที่บนหน่วยความจำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการ นำเสนอวิดีโอด้วยเวลาที่เกิดขึ้นจริง (Real-Time) จะต้องประกอบด้วยจำนวนภาพไม่ต่ำกว่า 30ภาพต่อ วินาที(Frame/Second) ถ้าหากการประมวลผลภาพดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการบีบ อัดขนาดของสัญญาณมาก่อน

          การนำเสนอภาพเพียง 1 นาทีอาจต้องใช้หน่วยความจำมากกว่า 100 MB ซึ่งจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่เกินขนาดและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ด้อยลง ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถบีบอัดขนาดของภาพอย่างต่อเนื่องจนทำ ให้ภาพวิดีโอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นสื่อ ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบมัลติมีเดีย (MultimediaSystem)  

การตัดต่อ คือ การเชื่อมระหว่างช็อต 2 ช็อต โดยใช้ 1 ใน 3รูปแบบ ดังนี้
  
1.การตัดชนภาพ The Cut คือ การตัดภาพชนกันจากช็อตหนึ่งต่อตรงเข้ากับอีกช็อตหนึ่ง วิธีนี้คนดูจะไม่ทันสังเกตเห็น




2.การผสมภาพ The Mix หรือ The Dissolve เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนภาพจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่ง โดยภาพจะเหลื่อมกัน และคนดูสามารถมองเห็นได้



 3.การเลือนภาพ The Fade เป็นการเชื่อมภาพที่คนดูสามารถเห็นได้ มี 2 แบบ คือ การเลือนภาพเข้า fade in คือการเริ่มภาพจากดำแล้วค่อย ๆ ปรากฏภาพซ้อนสว่างขึ้น มักใช้สำหรับการเปิดเรื่อง การเลือนภาพออก fade out คือการทีภาพในท้ายช็อตค่อยๆ มืดดำสนิท มักใช้สำหรับการปิดเรื่องตอนจบ



ที่มา: https://sites.google.com/site/akkaraphonaung156/khwam-hmay-khxng-kar-tad-tx

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวีดีโอ

 ในบทความนี่จะเป็นการพูดถึงความรู้เบื้องต้นที่จำเป็นในการตัดต่อวิดีโอ(video) คือจะพูดถึงขั้นตอนในการตัดต่อวิดีโอว่ามีอะไรบ้างเอาแบบคร่าวๆ ไม่ลงรายละเอียดมากนัก ก่ิอนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนนะว่า การตัดวิดีโอในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ทำยากอีกต่อไปแล้วและก็จะดูเหมือนว่าใครๆก็สมารถตัดต่่อวิดีโอได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอ เช่่น Ulead VideoStudio เป็นต้น เอาละเราจะมาพูดถึงขั้นตอนในการตัดต่อวิดีโอว่าเขาทำกันอย่างไรก่อนนะครับขั้นตอนแรกเลยก่อนที่คุณจะตัดต่อวิดีโอ แน่นอนเลยคุณต้องมีวิดีโอก่อน วิดีโอที่คุณจะหามาตัดต่อนั้นก็จะนำมาจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายวิดีโอตัวโปรด จากแผ่นซีดีที่หามาได้หรือจากการดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ตเหล่านั้นแล้วแต่ความสะดวกของคุณ ทุกวันนี้คงไม่มีใครใช้เทปกันแล้วนะครับ แหล่งวิดีโอที่คุณนำมานั้นมันอาจจะแบ่งออกเป็นสองลักษณะดัวยกันคือ วิดีโอที่เป็นแบบดิจิตอลและวิดีโอที่เป็นแบบอนาล็อก หากเป็นวิดีโอที่เป็นแบบดิจิตอลก็สบายหน่อย เพราะคุณแทบจะไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยก็แค่นำวิดีโอเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ก็พร้อมใช้งานได้แล้ว ส่วนถ้าเป็นอนาล็อกคุณต้องแปลงให้มันเป็นแบบดิจิตอลก่อนโดยใช้การ์ดจับวิดีโอซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปนะครับ เมื่อคุณได้วิดีโอมาแล้วคือได้มาเก็บไว้ในเครื่องของคุณแล้วนะครับเก็บไว้ในฮาร์ดดิสของคุณนะ โดยส่วนใหญ่ถ้าคุณนำวิดีโอมาจากกล้องถ่ายวิดีโอของคุณ คุณควรทำให้มันเป็นไฟล์แบบ AVI เพราะมันจะสะดวกสำหรับการนำไปตัดต่อ เอาละหลังจากได้วิดีโอมาแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการตัดต่อวิดีโอใคอมพิวเตอร์ของคุณ โดยใช้โปรแกรมต่างๆที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอ มันก็มีอยู่ไม่กี่โปรแกรมหรอกครับที่ดังๆ เช่น Ulead VideoStudio และก็ Adobe Premiere ซึ่งหากจะพูดถึงเรื่องของประสิทธิภาพแล้วมันก็คงไม่ต่างอะไรกันมากมายเท่าไรนักแต่โปรแกรม Adobe Premiere จะดูเป็นมืออาชีพมากกว่าแค่นั้นเอง แต่ในที่นี้ผมขอแนะนำให้ผู้เริ่มต้นหัดตัดต่อวิดีโอใช้โปรแกรม Ulead VideoStudio ซึ่งมีความง่ายกว่า Adobe Premiere แต่ความสามารถของมันไม่ได้น้อยหน้ากันเลย Ulead Video Studio ยังมีความสามารถให้คุณทำวิดีโอตามที่คุณต้องการ ตัดต่อ ใส่เสียง ให้ข้อความ ใส่เอฟเฟคต่างๆ ได้อย่างมืออาชีพ แต่ก็ใช่ว่า Ulead Video Studioจะเป็นโปรแกรมที่ตัดต่อวิดีโอที่จะนำไปออกอากาศได้นะครับ ถ้าจะทำขนาดนั้นคุณควรใช้Adobe Premiere แล้วละ เอาล่ะสำหรับผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่โปรแกรมUlead Video Studio ต่อไปก็เป็นเรื่องของคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ในการตัดต่อวิดีโอแน่นอนคอมพิวเตอร์ของคุณควรจะมี Ram และ CPU ไม่ต่ำกว่า 1 GB รวมถึงฮาร์ดก็น่าจะให้มีความจุมากกว่า 80 GB ส่วนอุปกรณ์ต่างๆก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะครับ ผมคิดว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันก็มีสเปกเครื่องกันสูงๆทั้งนั้น เราไม่ควรจะมาคุยกันเรื่องประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำไป หลังจากคุณตัดต่อวิดีโอเสร็จสิ้นและพอใจแล้วขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้างวิดีโอออกมาใช้งาน คุณอาจจะทำเก็บไว้ในเครื่องไว้ดูเล่นหรือทำเป็นแผ่น vcd dvd ใว้แจกจ่ายให้กับคนอื่นทั้งหมดนี้โปรแกรม Ulead Video